เวอร์ชันเต็ม: [-- ประเพณีบุญข้าวประดับดิน --]

เมืองเลย จังหวัดเลย เชียงคาน ภูกระดึง ภูเรือ ภูหลวง ผีตาโขน ด่านซ้าย -> อ่านข่าวเมืองเลย -> ประเพณีบุญข้าวประดับดิน [สั่งพิมพ์] เข้าสู่ระบบ -> ลงทะเบียน -> ตอบกลับ -> ตั้งกระทู้

natapol 2012-09-05 20:20

ประเพณีบุญข้าวประดับดิน

ประเพณีบุญข้าวประดับดิน
นายโภควัฒน์         มยุรา
ว่าที่ พ.ต.ดร.ณัฏฐพล  ตันมิ่ง
          บุญข้าวประดับดิน  หรือบุญเดือนเก้า  คือ  งานบุญที่ทำในวันแรม 14 ค่ำ  เดือนเก้า(ช่วงประมาณเดือนสิงหาคม)  เป็นหนึ่งในฮีตสิบสอง  หรือประเพณีที่ประชาชนในภาคอีสานปฏิบัติกันมาในโอกาสต่างๆ  ทั้งสิบสองเดือนของแต่ละปี  โดยนางกุลณภา  มยุรา  กล่าวว่า  เป็นงานบุญที่ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเปรต  บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว  โดยการนำการนำข้าวปลา อาหาร คาวหวาน ผลไม้ หมาก พลู บุหรี่ อย่างละเล็ก อย่างละน้อย แล้วห่อด้วยใบตองทำเป็นห่อเล็กๆ นำไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือตามพื้นดินบริเวณรอบๆ เจดีย์หรือโบสถ์   ตามพื้นดิน  ตามบริเวณกำแพงวัดบ้าง ( คนอีสานโบราณเรียกกำแพงวัดว่า ต้ายวัด) เรียกว่าข้าวประดับดิน เพื่ออุทิศเป็นทานแก่เหล่าผีเปรต  วิญญาณทั้งหลาย  การทำบุญด้วยการให้ทาน  รักษาศีล  ด้วยอาศัยข้าวประดับดินเป็นมูลเหตุเรียกว่า  "ข้าวประดับดิน"  ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าบุญเดือนเก้า  เพราะมีกำหนดทำกันจนเป็นประเพณีในเดือนเก้านั่นเอง
          ความเป็นมาของประเพณีนี้  มีตำนานเล่าว่า  ในสมัยพุทธกาล  มีพระราชาองค์หนึ่งนามว่า พระเจ้าพิม-พิสาร  ผู้ครองกรุงราชคฤห์ ทรงมีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา  ได้ถวายอุทยานเวฬุวัน(สวนไผ่)พร้อมสร้างเป็นวัดแห่งแรกของพระพุทธศาสนา  กาลต่อมา  คืนหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าพิมพิสารกำลังบรรทมอยู่นั้น  ทรงได้ยินโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นภายในพระราชวัง  เช้าวันรุ่งขึ้นพระราชาพิมพิสาร  จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  แล้วทรงกราบทูลถามถึงที่มาของเสียง  ว่าเป็นเสียงอะไร  ทำไมถึงได้โหยหวนน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น   พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกเหล่าที่มาของเสียงเหล่านั้นว่าอดีตกาลนั้นย้อนหลังจากนี้ไป ๙๒ กัป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระปุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้รับทูลอาราธนาจากพระราชาผู้ครองนครราชคฤห์ในอดีต  ให้เสด็จประทับอยู่ในพระราชอุทยานพร้อมภิกษุสงฆ์บริวารอีก ๕๐๐ รูป  เพื่อที่จะถวายภัตตาหาร  เหตุการณ์ได้ดำเนินอยู่เช่นนี้เป็นเวลาหลายวัน  จวบจนพระราชบุตรทั้ง ๓ ขององค์ราชา  ได้ทูลขออนุญาตแก่พระบิดา  เพื่อที่จะมีโอกาสถวายทานแก่พระปุสสะพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ด้วยพระองค์เองบ้าง
เมื่อพระราชาทรงอนุญาต  พระราชบุตรทั้ง ๓ จึงได้ไปชวนขุน-คลัง (ซึ่งก็คือพระราชาพิมพิสารในชาติปัจจุบัน)  ให้มารวมจัดหาอาหารทั้งคาวและหวาน  ขุนคลังพอได้รับหน้าที่ให้เป็นหัวหน้าจัดหาอาหารเลี้ยงพระ  จึงชักชวนบรรดาญาติๆ ของตน   ให้มาช่วยทำอาหารเลี้ยงพระ ต่างฝ่ายต่างก็ช่วยกันเป็นที่โกลาหล  ขยันขันแข็ง ใหม่ๆ ตอนช่วงแรกๆ บรรดาญาติ ของขุนคลัง  ก็ยังปฏิบัติตนดีอยู่  แต่พอเวลาล่วงเลยไป  ชักเกิดความประมาท  แอบบริโภคอาหารก่อนพระภิกษุสงฆ์เสียบ้าง  แอบขโมยอาหารที่เขาทำไว้เพื่อถวายแก่พระพุทธเจ้า  และหมู่สงฆ์ไปเลี้ยงลูกเมียและญาติของตนเสียบ้าง  บรรดาญาติๆ ของขุนคลังแอบทำผิดอยู่เช่นนี้เป็นนิตย์ ด้วยความละโมบ  กาลต่อมา พระราชบุตรทั้ง ๓ และขุนคลัง กับบรรดาญาติบริวารตายลง  พระราชบุตรทั้ง ๓ และขุนคลัง ตายแล้วได้ไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์  ส่วนบรรดาญาติๆ และบริวารของขุนคลัง ที่แอบขโมยอาหารของพระภิกษุสงฆ์ ต้องไปบังเกิดในขุมนรกสิ้นกาลช้างนาน ครั้นพ้นจากนรกนั้น
แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดเป็นเปรต จำพวก ปรทัตตูปชีวี คือเปรตจำพวกมีผลบุญของญาติเป็นอาหาร  เป็นเปรตที่มีเศษอกุศลอันเบาบาง จึงมีจิตอันระงับทุกข์โศกได้บางขณะ  จึงมีโอกาสรับรู้บุญที่หมู่ญาติอุทิศให้  เมื่อรับรู้แล้วอนุโมทนาผลบุญนั้นๆ ความอดอยาก  ยากแค้น  ก็จะบรรเทาเบาบาง  หรือหายไปสิ้น  ด้วยเดชบุญของญาติแต่ถ้ายังมิได้มีญาติระลึกถึง  ไม่อุทิศผลบุญให้  เปรตจำพวกนี้  ก็จะซัดเซพเนจร  เร่ร่อน  แสวงหาผลบุญจากหมู่ญาติคนต่อๆ ไป ถ้ายังมิได้ก็จะเวียนกลับมา รอใหม่ วนเวียนอยู่ใกล้ๆ หมู่ญาติ ด้วยความหวังว่า  “เมื่อใด ญาติของเรา ทำบุญกุศลแล้ว เขาคงอุทิศให้แก่เราบ้าง”  แต่เมื่อญาติทำบุญแล้วมิได้อุทิศผลบุญให้ หมู่เปรตพวกนี้ ก็จะเดินวนเวียนไปมา ด้วยความผิดหวัง หิวกระหาย ทุรนทุราย บางทีถึงกับเป็นลมล้มลงหมดสติไป ครั้นพอมีลมพัดมากระทบกาย ก็ฟื้นคืนสติมาได้แล้วคิดปลอบใจตนเองว่า“วันนี้ญาติเราระลึกไม่ได้ว่ามีเรา คราวต่อไปเขาคงจะระลึกได้”ฝูงเปรตปรทัตตูปชีวี บางพวกที่ได้รับผลบุญของญาติ ก็แสดงความชื่นชมโสมนัสยินดี ดุจดังบุรุษสตรีผู้เดินทางมากลางทะเลทราย อดอยากและกระหายน้ำเป็นกำลัง ครั้นเดินมาเจอแหล่งน้ำและอาหารก็ลิงโลดยินดีเปล่งสาธุการ ฝูงเปรตเหล่านั้นก็ยกมือประนมเหนือเศียรเกล้า กล่าวสาธุรับผลบุญของญาติที่อุทิศส่งให้ แล้วได้พ้นจากอัตภาพของเปรตชนิดนั้นไปบังเกิดตามแต่บุพกรรมของตนๆ แสนสาหัสจึงชวนกันไปเฝ้า พระพุทธเจ้ากกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทูลถามขึ้นว่า  “หมู่ญาติ ของพวกข้าพระบาท จักระลึกถึงและอุทิศผลบุญให้พวกข้าพระบาทพ้นจากอัตภาพเปรตนี้เมื่อใดพระเจ้าข้า”สมเด็จพระบรมศาสดากกุสันโธพุทธเจ้า จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูก่อนผู้จมทุกข์ แม้สิ้นกาลในศาสนาของเรา ท่านทั้งหลายก็ยังไม่พ้นอัตภาพของเปรต จวบจนเราตถาคตนิพพานไปแล้วสิ้นเวลานานจนแผ่นดินสูงขึ้นได้ ๑ โยชน์ ปรากฏพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โกนาคมนะพุทธเจ้า พวกท่านทั้งหลายจงไปถามพระพุทธโกนาคมนะ พระองค์นั้นเถิดจำเนียรกาลหลังจากสูญสิ้นศาสนาของพระกกุสันโธพุทธเจ้าแล้ว กาลล่วงเลยมานับเป็นเวลาพุทธันดรหนึ่ง (เวลาระหว่างพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งกับอีกพระองค์หนึ่งบังเกิดขึ้น) ลุถึงศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโกนาคมนะ หมู่เปรตเหล่านั้นก็เข้าไปทูลถาม องค์สมเด็จพระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงมีพุทธฎีกาตรัสว่า  “แม้สิ้นศาสนาของเรา ท่านทั้งหลาย ก็ยังมิได้พ้นจากอัตภาพเปรตจวบจนแผ่นดินสูงขึ้นอีก ๑ โยชน์ จักปรากฏพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปพุทธเจ้า ขอท่านทั้งหลายจงรอทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเทอญ”หมู่เปรตญาติพระราชาพิมพิสาร ก็อดทนอดกลั้นความหิวกระหาย ทุกข์ทรมานต่อไปจนลุถึงสมัยที่พระมหามุนีศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า กัสสปพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น หมู่เปรตเหล่านั้นก็พากันเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ จึงทรงมีพระดำรัสตรัสว่า  “แม้ในศาสนาของเรานี้ ท่านทั้งหลายก็ยังจะไม่พ้นอัตภาพของเปรต จนกว่าเราตถาคตนิพพานไปแล้ว รอเวลาจนแผ่นดินสูงขึ้นมีประมาณ ๑ โยชน์ จักมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงนามว่าพระศรีศากยมุนีโคดมมาตรัสรู้ ในกาลนั้นจะมีขัตติยราช ทรงนามว่าพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นญาติของพวกท่านทั้งหลาย ได้สดับพระสัทธรรมจนมีดวงตาเห็นธรรมมีจิตโสมนัสเลื่อมใส สร้างวัดเวฬุวันถวาย รุ่งขึ้นจะถวายทานอันมีปัจจัย ๔ เป็นต้น” “องค์สมเด็จพระบรมศาสดาศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า จักนำพาญาติของเธออุทิศผลบุญให้แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายเมื่อได้รับผลแห่งทานครั้งนั้นแล้ว ก็จักพ้นจากความทุกข์เดือดร้อน เปรตวิสัยก็จะอันตรธานหายไปจากตัวเธอทั้งหลายในกาลนั้น”เมื่อองค์สมเด็จพระจอมมุนีกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระดำรัสตรัสดังนี้แล้ว หมู่เปรตทั้งหลายนั้นก็พากันยินดี ต่างฝ่ายต่างละล่ำละลัก กล่าวว่า ข่าวดีแล้ว ข่าวมงคลแล้ว ชาวเราเอย อัตภาพนี้จักสิ้นสุดแก่พวกเราอีกไม่ช้าแล้ว ความหิวกระหายทุกข์ยากเดือดร้อนจักได้รับการผ่อนคลาย ชำระให้หายด้วยผลบุญของพระราชาพิมพิสารผู้เป็นญาติของเรา แม้จะต้องทนรอไปอีกจนสิ้นเวลาพุทธันดร ก็ยังดีกว่าที่ชาวเราจะรอโดยไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ความหวังเรามีแล้ว แสงสว่างจะปรากฏแล้ว ข่าวนี้ช่างเป็นมงคลนัก ข่าวนี้ช่างเป็นมงคลนักหมู่เปรตเหล่านั้นต่างพากันแสดงกิริยาลิงโลดยินดี ในข่าวที่ได้รับรู้ด้วยเดชแห่งข่าวดีมีหวังนี้ สามารถทำให้ความหิวกระหาย ความทุกข์เดือดร้อนที่ปรากฏอยู่อย่างมิรู้เวลาจบสิ้น พอได้ฟังข่าวดีความทุกข์เดือดร้อนเหล่านั้น พลันได้ผ่อนคลายลงไป ช่างเป็นเวลาที่น่ายินดีของหมู่เปรต ฝูงปรทัตตูปชีวีเปรต  ผู้เป็นญาติของพระราชาพิมพิสาร  ต้องรอคอยผลบุญของพระราชาพิมพิสาร  มาเป็นเวลายาวนาน  ผ่านยุคสมัยพระศาสนาของพระพุทธเจ้ามาหลายพระองค์  จนถึงสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)  พระเจ้าพิมพิสารสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้าและหมู่พระสงฆ์  แต่ก็มิได้อุทิศส่วนกุศลให้  เปรตเหล่านั้นทนไม่ไหว  จึงมาส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญเพื่อขอส่วนบุญ  พระเจ้าพิมพิสารได้ทราบเช่นนั้น  วันรุ่งขึ้นพระองค์จึงถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและหมู่พระภิกษุสงฆ์  แล้วทรงหลั่งน้ำอุทิศผลบุญแก่หมู่เปรต  พวกเปรตญาติของพระองค์ได้รับส่วนบุญก็ไปเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น  ชาวอีสานจึงถือเอามูลเหตุนี้ ทำบุญข้าวประดับดิน ติดต่อกันมา  ถือเป็นประเพณีที่ต้องทำเป็นประจำทุกปี  สำหรับการดำเนินการประกอบพิธีกรรมนั้น  นายบุญ  สิงห์รักษ์  กล่าวว่า เมื่อถึงวันขึ้น 13  ค่ำ  เดือนเก้า  ชาวบ้านจะเตรียมอาหาร มีทั้งอาหารคาวหวาน ได้แก่ เนื้อ ปลา เผือก มัน ข้าวต้ม ขนม น้ำอ้อย น้ำตาล ผลไม้ เป็นต้น และหมากพลู บุหรี่ไว้ไห้พร้อม  กะไว้ให้ได้ 4 ส่วน  ส่วนหนึ่งเลี้ยงดูกันภายในครอบครัว  ส่วนที่สองแจกให้ญาติพี่น้อง  ส่วนที่สามอุทิศให้ญาติที่ตายไปแล้ว  และส่วนที่สี่นำไปถวายพระสงฆ์  ในส่วนที่สาม  ญาติโยมจะห่อข้าวน้อย   มีอาหารคาวห่อหนึ่ง  อาหารหวานห่อหนึ่ง  และหมากพลูบุหรี่ห่อหนึ่ง  สำหรับวิธีการห่อนั้น  นายประดิด  ผ้าขาว  กล่าวว่า  เขาจะใช้ใบตองขนาดเท่าฝ่ามือ  ความยาวนั้นใช้สุดซีกของใบตอง  แล้วนำอาหารคาวหวาน  หมากพลูบุหรี่ต่างๆวางไว้บนใบตองที่เตรียมไว้  หลังจากนั้นนำใบตองมาห่อเข้ากันแล้วใช้ไม้กลัดหัวท้ายและตรงกลางก็จะได้ห่อข้าวน้อย  ที่มีลักษณะยาวๆ แต่บางคนใส่ใบตองที่เย็บเป็นกระทงก็มี   หรือหากไม่แยกกัน   อาจเอาอาหารทั้งคาวหวาน  หมากพลู   บุหรี่   ใส่ในห่อหรือกระทงเดียวกันก็ได้   สิ่งของเหล่านี้   จะมากน้อยก็แล้วแต่ศรัทธา  พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้น  คือวันแรม 14 ค่ำ  เดือนเก้า  ตอนเช้ามืด  คือ  เวลาประมาณตีสี่ถึงหกโมงเช้าชาวบ้านก็นำอาหาร หมากพลู บุหรี่ที่ห่อใส่กระทงแล้วไปวางไว้ตามพื้นดิน วางแจกไว้ตามบริเวณโบสถ์ ต้นโพธิ์ ศาลา ตามกิ่งไม้หรือต้นไม้ใหญ่ๆ ในบริเวณวัด พร้อมกับจุดเทียนไว้ และบอกกล่าวแก่เปรตให้มารับเอาสิ่งของและผลบุญด้วย  นายไพรวรรณ  สิงห์รักษ์  กล่าวว่า  บางหมู่บ้านจะเอาอาหารที่อุทิศให้แก่ผู้ตายหลังทำพิธีแล้วฝังไว้ในดินก็มี  เพื่อไม่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งกินอาหารที่เป็นเดนเปรต  เพราะกลัวจะกลายเป็นเปรตไปด้วย  การวางอาหารไว้ตามพื้นดิน หรือตามที่ต่างๆ เพื่อจะให้พวกเปรตมารับเอาของอุทิศให้ได้ง่าย  โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง  และเหตุที่เลือกวันและเวลานี้ในการทำพิธีนั้น  นายแดง  วงชม  กล่าวว่า  เพราะมีความเชื่อว่าวันแรม 14 ค่ำ  เดือนเก้า  เป็นวันที่ยมบาลจะปล่อยวิญญาณผีนรก ผีเปรต ผีบรรพบุรุษ  ให้ออกมาเยี่ยมญาติในโลกมนุษย์  ในวันนี้วัน
เดียวในรอบปี  และวิญญาณเหล่านี้จะอยู่บนโลกได้เพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น คือจากตีสี่ถึงหกโมงเช้า  และที่ต้องวางเครื่องไทยทานไว้กับพื้นดินนั้นเพื่อให้เปรตรับเอาง่ายๆ โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง เดี่ยวจะกลับไม่ทันเวลา  เสร็จพิธีอุทิศผลบุญส่งไปให้เปรตแล้ว ชาวบ้านก็จะนำอาหารที่เตรียมไว้อีกส่วนหนึ่ง ไปตักบาตรและถวายทานแด่พระภิกษุ สามเณร  มีการสมาทานศีลฟังเทศน์ และกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับต่อไป การทำบุญข้าวประดับดิน บางท้องถิ่นมีการห่ออาหารคาว อาหารหวาน หมาก พลู บุหรี่ ไปวางไว้ตามที่ต่างๆ บริเวณวัด ภายหลังการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณรแล้วก็มี เป็นเสร็จพิธีทำบุญข้าวประดับดิน    มีข้อสังเกตว่า การที่ชาวบ้านนำข้าวปลาอาหาร ไปวางไว้ตามข้างวัดบ้าง ข้างกำแพงบ้าง ผูกไว้ตามกิ่งไม้บ้าง ด้วยเข้าใจว่า ญาติที่ได้รับการปลดปล่อยจากนรก จะได้มากินในวันเดือนดับนี้ จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะชี้ตรงๆ ว่า ญาติเขาเหล่านั้นจะได้รับจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ ๑. เป็นการให้อาหารแก่สัตว์จรจัด สัตว์บางจำพวกที่ไม่มีเจ้าของเลี้ยงดู บางวันได้กินอาหาร บางวันก็ไม่ได้กิน อดโซหิวโหยมาตลอดปี ได้กินอิ่มก็ในวันนี้ นับว่าเป็นความฉลาดน่าชมเชย ของบัณฑิตผู้บัญญัติลักษณะการทำบุญข้าวประดับดินนี้อย่างมากทีเดียว ๒.พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ มีเรื่องมากมายที่ท่านกล่าวไว้ในพระสุตตันตปิฎก โดยเฉพาะในธรรมบทขุททกนิกาย ธัมมปทัฎฐกถา ภาค ๒ เรื่องมัฏฐกุณฑลี พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่มัจฉริยพรหมณ์ พ่อของมัฎฐกุณฑลี เมื่อมัฎฐกุณฑลี ลูกชายมีชีวิตอยู่ป่วยลง พ่อไม่ยอมรักษาเพราะกลัวเงินหมด แต่พอมัฏฐกุณฑลี ผู้ลูกชายตายแล้ว พ่อเอาทั้งข้าวทั้งของไปกองให้ลูก แล้วร้องไห้อาลัยหาในป่าช้า บ่นเพ้อให้ลูกมาเอาของ    พระพุทธองค์ตรัสว่า เปล่าประโยชน์ที่จะเอาข้าวเอาของไปทำเช่นนั้น เพราะคนตายแล้ว เขาก็ไปตามคติ (สุคติ ทุคติ) ของเขา ไม่มีวันย้อนกลับมา รับสิ่งของเหล่านั้นแต่อย่างใด ควรจะทอดทานให้แก่สมณชีพราหมณ์ คนยากจน และสัตว์ดิรัจฉาน ของเหล่านี้จะมีอานิสงส์ งอกเงยไปถึงแก่เปรตชนผู้ล่วงลับไปแล้ว เพราะพระสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญ จะเป็นไปได้ไหมว่า พระพุทธองค์ไม่อยากจะให้ของเหล่านั้น ต้องเน่าหรีอเสียทิ้งโดยเปล่าประโยชน์      สำหรับของที่ให้แล้ว วางประดับไว้ตามดินที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน ในบุญนี้ก็มีเพียงอาหาร ผู้ได้กินอาหารนี้โดยตรง ที่เห็นๆ ก็คือสัตว์เดียรัจฉาน ตามนี้ก็ถือว่า ถูกต้องตามพุทธประสงค์แล้ว สำหรับการแจกห่อข้าวน้อยในบุญประดับดินนี้ นิยมแจกตอนเช้า ตั้งแต่ตี 4 จนถึงย่ำรุ่ง ไม่นิยมแจกนอกวัดด้วย
       หากจะกล่าวโดยสรุปแล้ว   ประเพณีบุญข้าวประดับดินนี้  เป็นประเพณีที่ทำเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับคนตาย  เป็นวันที่ลูกหลานจะได้แสดงความเคารพ  ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ  ญาติพี่น้องที่ได้ล่วงลับไปแล้ว  เป็นวันที่คนเราได้ทำบุญทำทานเผื่อแผ่อาหารให้กับเหล่าสัตว์เดรัจฉาน  เพื่อนร่วมโลกของเรา  และเป็นวันที่ชาวบ้านจะได้เข้าวัด  ทำบุญรักษาศีล  และได้พบปะสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวบ้านด้วยกัน  และคนในครอบครัวก็จะได้สร้างสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
บรรณานุกรม
               เดือนเก้าบุญข้าวประดับดิน.  (online)   http://www.lib.ubu.ac.th/html/report/ubontraditional /kawpradabdin-9.htm.   (สืบค้นวันที่  ๑๕  กรกฎาคม  ๒๕๕๕).
                ฮีตสิบสอง  คลองสิบสี่.  (online)  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AE%E0%B8%B5% E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88.  (สืบค้นวันที่  ๑๖  กรกฎาคม  ๒๕๕๕).
                 นิทานธรรมะ  “เปรต : ญาติพระเจ้าพิมพิสาร”.  (online)  http://www.sil5.net/index.  asp?contentID=10000004&title=%E0%BB%C3%B5+%3A+%AD%D2%B5%D4%BE%C3%D0%E0%A8%E9%D2%BE%D4%C1%BE%D4%CA%    D2%C3&getarticle=33&keyword=&catid=2.  (สืบค้นวันที่  ๑๖  กรกฎาคม  ๒๕๕๕).          
                 ๙ บุญข้าวประดับดินหรือบุญเดือนเก้า.  (online)  http://www.mettadham.ca/boontaeladien8.htm.  (สืบค้นวันที่  ๑๗  กรกฎาคม  ๒๕๕๕).
                ฮีตเดือนเก้า  บุญข้าวประดับดิน.  (online)   http://www.isangate.com/local/kao_pradab_din.html.  (สืบค้นเมื่อวันที่  ๑๗  กรกฎาคม  ๒๕๕๕).

สัมภาษณ์
นางกุลณภา     มยุรา                สัมภาษณ์  วันที่  ๒๔  สิงหาคม  ๒๕๕๕
นายประดิด     ผ้าขาว              สัมภาษณ์  วันที่  ๒๕  สิงหาคม  ๒๕๕๕
นายแดง     วงชม                    สัมภาษณ์  วันที่  ๒๕  สิงหาคม  ๒๕๕๕
นายบุญ     สิงห์รักษ์                สัมภาษณ์  วันที่  ๒๖  สิงหาคม   ๒๕๕๕
นายไพรวรรณ     สิงห์รักษ์     สัมภาษณ์  วันที่  ๒๖  สิงหาคม  ๒๕๕๕            


เวอร์ชันเต็ม: [-- ประเพณีบุญข้าวประดับดิน --] [-- top --]


Powered by PHPWind v7.5 SP3 Code ©2003-2010 PHPWind
Time 0.021725 second(s),query:1 Gzip enabled

You can contact us